จะซื้อบ้านมือสอง  เราควรรู้สิ่งใดบ้างก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้านมือสอง

ข้อดีของการซื้อบ้านมือสอง

1. ราคาถูกกว่า หากเทียบจากขนาดและทำเลที่ใกล้เคียงกัน ราคาของบ้านมือสองส่วนใหญ่จะถูกกว่าบ้านมือหนึ่ง แต่ต้องแลกมาด้วยค่าเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานของบ้าน

2. มีโอกาสได้ทำเลดี บ้านมือสองส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ในทำเลที่ดีกว่า เพราะถูกสร้างมาก่อนที่ความเจริญจะเข้ามาถึง ทำให้เรามีโอกาสได้บ้านที่อยู่ในทำเลดี เช่น ใจกลางเมืองอยู่ในเขตชุมชน หรือมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย

3.โครงสร้างเก่าที่แข็งแรง บ้านเก่ามักจะมีการก่อสร้างที่ประณีต มีเสาถี่ เพดานสูง รวมถึงวัสดุอย่างการก่ออิฐ ฉาบปูน ไม้จริง ทำให้บ้านมือสองบางหลังยังคงแข็งแรงและอยู่ในสภาพดี

4. ได้เห็นบ้านจริงก่อนซื้อ ข้อดีของบ้านมือสองก็คือ เราจะได้เห็น สัมผัส พิจารณาตัวบ้านจริงหลังที่เราสนใจก่อนซื้อ สามารถตรวจตราดูสภาพได้อย่างละเอียดทั้งภายนอกและภายใน

5. ได้สัมผัสสภาพแวดล้อมจริงก่อนตัดสินใจ สามารถรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อนบ้าน เรือนเคียง ผู้อยู่อาศัยในชุมชนว่าเขาเป็นใคร อาชีพการงาน รสนิยม อัธยาศัยไมตรีเป็นอย่างไร และเมื่ออยู่ใกล้กันแล้วจะมีโอกาสเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันได้หรือไม่

6. บางหลังก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที หากบ้านมือสองนั้นได้รับการดูแลรักษาโดยเจ้าของเดิมให้อยู่ในสภาพที่ดี เราก็สามารถเข้าอยู่ได้เลยเช่นกัน แต่หากบ้านมือสองนั้นเก่าหรือทรุดโทรม เมื่อพิจารณาซื้อควรประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านก่อนว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไร และใช้ระยะเวลาเท่าไรจนกว่าจะแล้วเสร็จ

7. ของแถมที่ติดบ้านมา บ้านเก่ามักจะมีอุปกรณ์อย่างแอร์ เตียง ตู้บิลท์อินที่ติดอยู่กับตัวบ้านแล้ว ซึ่งเจ้าของเดิมได้ทำไว้ จึงประหยัดเวลาในการหาของใหม่ และถ้ามีการคิดค่าสิ่งของเหล่านั้นก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดมาก

8. เสน่ห์ของบ้านเก่าที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับคนที่ชอบลักษณะบ้านเก่าที่มีเอกลักษณ์ตามยุคสมัย เช่น บ้านทรงไทยที่มีหลังคาสูง จั่วแหลม หรือบ้านในยุค 60 – 70 หลังค่าปั้นหยา ซ่อมลมฉลุ รวมถึงร่องรอยของโครงสรางและฟังก์ชันการใช้งานแบบเก่าที่มีเสน่ห์และหายาก

ข้อเสียของบ้านมือสอง

1. เราอาจจะต้องเตรียมเงินสำรองไว้ เพราะอาจมีการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน บ้านมือสองที่ผ่านการอยู่อาศัยมาแล้วหลายปีย่อมมีโอกาสเกิดปัญหาเรื่องความเสื่อมของระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า รวมถึงเรื่องความสวยงานในภาพรวมที่ต้องเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา จึงมีความจำเป็นที่เจ้าของคนใหม่ต้องเตรียมเงินไว้สักก้อนหนึ่งเพื่อปรับปรุงระบบ

การใช้งานต่าง ๆ ให้กลับมาอยู่ในสภาพดังเดิม

2. กู้ได้ไม่เต็มวงเงิน ธนาคารปล่อยกู้ยาก การขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านมือสองนั้น โอกาศที่จะได้รับวงเงินกู้ 100 % ของราคาบ้านมีน้อยมาก ไม่เหมือนการขอสินเชื่อบ้านใหม่ที่มีวงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน นอกจากนี้เงื่อนไขในการกู้ยืมก็ยังแตกต่างจากการกู้เพื่อซื้อบ้านใหม่อยู่หลายประการ

3. สัญญาซื้อขายไม่มีมาตรฐาน หลักเกณฑ์ในการซื้อขายบ้านมือสองนั้นน้อยกว่าบ้านมือหนึ่งที่เราติดต่อกับโครงการหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่การซื้อบ้านมือสองเป็นการติดต่อกันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ข้อกำหนดและเงื่อนไขต่าง ๆ จึงสามารถปรับได้ตามความพอใจทั้งสองฝ่าย

4. ไม่มีการรับประกันตัวบ้านหลังการขาย ถึงแม้เราจะสามารถสังเกต ตรวจเช็คสภาพความผิดปกติแบบได้เห็นได้สัมผัสของจริง แต่ในบางครั้งการตรวจเช็คในส่วนที่ตามอง ไม่เห็นก็เป็นเรื่องยากเกินควบคุม รู้ตัวอีกทีก็อาจเจอปัญหา เมื่อตกลงซื้อบ้านและย้ายเข้าอยู่ไปแล้ว ฉะนั้นการซื้อบ้านมือสองที่ไม่มีการรับประกันซ่อมแซมบ้านหลังการขายให้เหมือนบ้านใหม่ก็เป็นจุดด้อยอีกจุดหนึ่งเช่นกัน

5. อาจเจอบ้านที่มีประวัติไม่ดี บ้านเคยมีคนอยู่ก็ต้องถือว่ามีประวัติติดตัวมาแล้ว แต่ประวัติบางอย่างก็อาจร้ายแรงเกินความสามารถในการยอมรับของเจ้าของใหม่ ดังนั้นก่อนเลือกซื้อบ้านมือสอง เราควรมั่นใจว่าได้ทำการตรวจเช็กประวัติบ้านมาเป็นอย่างดีจนพอใจ เช่น พูดคุยถามไถ่จากเพื่อนบ้านใกล้เคียงบ้างจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

6.เตรียมความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม เพราะถึงแม้บ้านเก่าจะมีราคาที่ไม่สูงเท่าบ้านใหม่แต่ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของการซ่อมแซม ค่ารีโนเวด ค่าอุปกรณ์ ค่าช่าง หากควบคุมไม่ดีก็จะทำให้งบบานปลาย

7.ควรตรวจสอบสภาพของบ้านและอายุของบ้านว่าปลูกมานานกี่ปีแล้ว อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เครื่องสุขภัณฑ์ หลอดไฟตามดวงโคมต่าง ๆ ชำรุดเสียหายหรือไม่ สายไฟเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง ท่อน้ำประปาขึ้นสนิม แตกรั่วบ้างหรือไม่

8. ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านว่าเป็นอย่างไร มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ เช่น ใกล้โรงเรียน ศูนย์อาหาร ตลาด โรงพยาบาล เพื่อการใช้ชีวิตสะดวกสบายในอนาคต กรณีบ้านอยู่ในโครงการจัดสรร ควรสอบถามเรื่องบริการชุมชนจากเพื่อนบ้านว่างานสาธารณูปโภค ตลอดจนค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นอย่างไร การดูแลรักษาสภาพโครงการสม่ำเสมอและเหมาะสมหรือไม่

9. ควรสำรวจพื้นที่ในบริเวณนั้นๆ ว่าเคยประสบปัญหาน้ำท่วมหรือไม่ โดยสอบถามจากคนที่อาศัยในพื้นที่นั้น ๆ หรือจะเป็นองค์กรต่าง ๆ ที่ดูแลอยู่ หากเคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมแล้ว ทางองค์กรเตรียมแผนรับมืออย่างไร

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าบ้านใหม่หรือบ้านเก่าจะดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการและความชอบที่ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการซื้อบ้านจึงควรคำนึงไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม รูปแบบและประเภทของบ้านที่เราต้องการ ขนาดพื้นที่ที่เพียงพอต่อจำนวนผู้อยู่อาศัย รวมถึงการวางแผนงบประมาณทั้งราคาซื้อ ค่าตกแต่ง แต่อย่าลืมเผื่อเงินไว้สำหรับการใช้ชีวิตด้วยนะ ทุกคนจะได้มีความสุขอย่างเต็มที่

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here